คู่มือเปิดบัญชีธนาคารญี่ปุ่นสำหรับชาวต่างชาติ ตั้งแต่เปิดถึงยกเลิกบัญชี

หากคุณเป็นชาวต่างชาติที่มาเริ่มต้นการใช้ชีวิตในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหรือคนวัยทำงาน ก็ต้องเจอกับสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้บัญชีธนาคารญี่ปุ่นกันอยู่บ่อยๆ ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำขั้นตอนต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเปิด – ปิดบัญชีธนาคารในประเทศญี่ปุ่นให้คุณได้ทราบกันค่ะ

ชาวต่างชาติเปิดบัญชีธนาคารในญี่ปุ่นได้หรือไม่?

Photo:PIXTA

เมื่อมาอาศัยในประเทศญี่ปุ่น คุณจะเจอหลายสถานการณ์ที่ต้องใช้บัญชีธนาคารเพื่อทำธุรกรรมต่างๆ เช่น รับเงินเดือน, จ่ายค่าเช่าบ้าน, จ่ายค่าสาธารณูปโภค, ส่ง – รับเงินจากต่างประเทศ รวมถึงใช้รับเงินทุนการศึกษาที่โอนผ่านธนาคาร เป็นต้น

สำหรับการชำระค่าเช่าบ้านและค่าสาธารณูปโภคนั้น ถึงแม้ว่าบางแห่งจะรองรับการจ่ายเงินสดหรือจ่ายเป็นเงินมัดจำให้กับเจ้าของบ้านหรือบริษัทที่เป็นคนกลางโดยตรงได้ แต่โดยทั่วไปก็มักจะใช้วิธีโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกันเสียมากกว่า แถมบางครั้งก็อาจมีเงื่อนไขบังคับเลยว่าคุณต้องมีบัญชีธนาคารในการเช่าบ้าน นอกจากนี้ การถือเงินสดจำนวนมากไว้กับตัวก็ถือเป็นเรื่องอันตราย หากมีบัญชีธนาคารไว้ก็จะดีกว่ามาก

แม้คุณจะเป็นชาวต่างชาติ แต่หากมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขต่อไปนี้ก็จะสามารถเปิดบัญชีธนาคารญี่ปุ่นได้เช่นกัน

〇 เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นในฐานะนักเรียนหรือคนทำงานมานานกว่า 6 เดือน
〇 เป็นผู้ที่ได้รับบัตรประจำตัวผู้พำนัก

แม้ว่าคุณจะอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นได้ไม่ถึง 6 เดือน แต่เพียงคุณมีที่อยู่ในญี่ปุ่น ก็อาจเปิดบัญชีกับธนาคารบางแห่งได้แล้ว เช่น “ธนาคารไปรษณีย์ญี่ปุ่น (Japan Post Bank)” อย่างไรก็ตาม คุณก็อาจมีข้อจำกัดในการใช้บริการต่างๆ ด้วย เช่น อาจถูกจำกัดสิทธิ์ในการรับเงินโอนจากต่างประเทศ เป็นต้น

การทำความเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ ให้ครบถ้วนถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัญหาอย่างการไม่สามารถรับเงินโอนจากประเทศบ้านเกิดได้นั้น เป็นสิ่งที่พบเจออยู่บ่อยๆ จึงควรตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนจะทำการเปิดบัญชี

สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในระยะสั้นหรือผู้ที่ถือวีซ่านักท่องเที่ยว (ไม่เกิน 90 วัน) คุณจะไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้เลยเนื่องจากไม่มีไซริวการ์ด (在留カード บัตรผู้พำนักในประเทศญี่ปุ่นสำหรับชาวต่างชาติ) และจูมินเฮียว (住民票 ทะเบียนบ้าน)

สิ่งที่กล่าวไปข้างต้นถือเป็นเงื่อนไขขั้นพื้นฐานในการเปิดบัญชีทั่วไป แต่เนื่องจากธนาคารต่างๆ ก็มีเงื่อนไขในการเปิดบัญชีที่แตกต่างกัน หากคุณลองสมัครหลายๆ ธนาคารดูก็จะมีโอกาสที่เปิดบัญชีสำเร็จสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ การที่คุณมีงานทำในญี่ปุ่นก็ถือเป็นข้อได้เปรียบที่มีประโยชน์มาก หากคุณได้บรรจุเข้าเป็นพนักงานในบริษัทที่ญี่ปุ่น ขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ จะตกเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบในบริษัทนั้นๆ ทันที และคุณก็จะเปิดบัญชีธนาคารได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเดินเรื่องให้หัวหมุนอยู่เพียงลำพัง หากคุณมีข้อสงสัย ก็สามารถสอบถามกับทางผู้รับผิดชอบดูได้ค่ะ

มารู้จักธนาคารญี่ปุ่นกันดีกว่า

Photo:PIXTA

ก่อนจะแนะนำเรื่องวิธีการเปิดบัญชี เรามาทำความรู้จักกับลักษณะพิเศษของธนาคารในญี่ปุ่นกันก่อนดีกว่า โดยทั่วไปธนาคารของญี่ปุ่นจะปิดทำการในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ด้วยเหตุนี้ จึงอาจมีการเก็บค่าธรรมเนียมการใช้บริการตู้ ATM ในช่วงวันหยุดหรือช่วงนอกเวลาทำการของธนาคาร

นอกจากนี้ ยังมี “ตราประทับ (印鑑)” ที่ต้องใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีธนาคาร โอนชำระค่าโทรศัพท์, ค่าสาธารณูปโภค, ค่าเช่าบ้าน รวมถึงการยกเลิกสัญญาต่างๆ ประเทศญี่ปุ่นจะใช้ “ตราประทับ” ในการทำธุรกรรมการเงินทุกรูปแบบ ทั้งในด้านธุรกิจ, การเช่าบ้าน, การดำเนินการในสำนักงานภาครัฐต่างๆ เป็นต้น

สำหรับตราประทับ คุณสามารถสั่งทำได้ตามร้านรับทำตราประทับ Home Center หรือร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนใกล้บ้าน ดังนั้น เราขอแนะนำให้คุณทำตราประทับที่เป็นชื่อของคุณเอาไว้เมื่อมาอยู่ญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ที่นี่ไม่ได้มีกฎตายตัวเรื่องการใช้ตราประทับในการเปิดบัญชีธนาคาร ดังนั้น ไม่ว่าตราประทับของคุณจะเป็นชื่อหรือนามสกุล แนวตั้งหรือแนวนอน ก็สามารถใช้ได้ทั้งนั้น แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปลอมแปลงง่าย เราขอแนะนำให้ใช้ตัวอักษรที่มีความซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์จะดีกว่า คุณสามารถบอกกับทางร้านเมื่อไปสั่งทำตราประทับได้เลยว่า ต้องการนำตราประทับนี้ไปใช้กับธนาคาร ระยะเวลาในการทำตราประทับอาจนานเป็นสัปดาห์ขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน ดังนั้น หากคุณมีแพลนจะเปิดบัญชีธนาคารอยู่แล้ว ขอแนะนำให้รีบไปสั่งทำล่วงหน้าไว้จะดีกว่า

ชาวต่างชาติ ควรเลือกใช้ธนาคารไหนดีนะ?

ในญี่ปุ่นมีธนาคารอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ธนาคารทั่วไปที่มีเคาน์เตอร์ให้บริการ และ ธนาคารออนไลน์ (Net Bank) ที่ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านตู้ ATM หรืออินเทอร์เน็ต ธนาคารออนไลน์มักจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ธนาคารทั่วไปไม่มี ดังนั้น เราจะมาแนะนำสั้นๆ ให้รู้จักกันค่ะ

《คุณสมบัติเฉพาะตัวของธนาคารออนไลน์》
・ค่าธรรมเนียมต่ำเนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและค่าซ่อมบำรุงสถานที่
・อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าธนาคารทั่วไป
・สามารถตรวจสอบยอดเงินและทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ได้
・สามารถใช้งานได้ทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมงตราบเท่าที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต
・สามารถเปิดบัญชีผ่านทางออนไลน์ได้ (ไม่สามารถทำได้ทุกธนาคาร)​

เอาล่ะ ทีนี้เรามาดูกันว่าธนาคารไหนที่แนะนำสำหรับชาวต่างชาติ

Japan Post Bank (ゆうちょ銀行) [ธนาคารแบบมีเคาน์เตอร์ให้บริการ]

Photo:PIXTA

Japan Post Bank หรือ JP Bank ถือเป็นธนาคารที่มีอุปสรรคในการเปิดบัญชีน้อยที่สุดสำหรับชาวต่างชาติ สามารถดำเนินการเปิดบัญชีได้อย่างง่ายดายหากมีการเตรียมเอกสารที่จำเป็นไว้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ยังมีบริการในหลายภาษาจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้ที่ยังไม่เก่งภาษาญี่ปุ่นด้วย

* แม้การเปิดบัญชีจะไม่ยุ่งยากเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นๆ แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น หากยังพำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่นไม่ถึง 6 เดือน จะทำได้แค่ฝาก – ถอนเงิน แต่ไม่สามารถทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับการโอนได้ เราขอแนะนำให้ตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไขในการเปิดบัญชีให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ อย่างเช่น การไม่สามารถรับเงินที่โอนเข้ามาจากประเทศบ้านเกิดได้

(1) เอกสารที่ต้องใช้ : ไซริวการ์ด, บัตรประจำตัวนักเรียนนักศึกษา, บัตรพนักงาน, ตราประทับ
(2) ระยะเวลาในการเปิดบัญชี : ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาในการดำเนินการ
(3) ตู้ ATM ที่สามารถใช้งานได้ : JP Bank, Seven Bank และ MUFG Bank เป็นต้น
(4) ค่าธรรมเนียมการถอนเงินจากตู้ ATM : หากถอนจากตู้ของธนาคาร JP Bank โดยตรงในเวลาทำการจะไม่เสียค่าธรรมเนียม (เวลาจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่)
(5) ค่าธรรมเนียมรับฝากเงินจากต่างประเทศ : ขึ้นอยู่กับธนาคารต้นทางและอัตราแลกเปลี่ยน
(6) ค่าธรรมเนียมการโอนเงินไปยังต่างประเทศ : 3,000 เยน (ในกรณีที่ทำธุรกรรมผ่านทางอินเทอร์เน็ต), 7,500 เยน (ในกรณีที่ทำธุรกรรมผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร)

MUFG Bank (三菱UFJ銀行) [ธนาคารแบบมีเคาน์เตอร์ให้บริการ]

Photo:PIXTA

เป็นที่รู้จักในฐานะธนาคารยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น มีสาขาย่อยเปิดให้บริการอยู่ทั่วประเทศ ความน่าเชื่อถือและความมั่นคงอยู่ในระดับสูง

(1) เอกสารที่ต้องใช้ : เอกสารยืนยันตัวตน (ไซริวการ์ด / หนังสือเดินทาง / บัตรประจำตัวผู้พำนักถาวรแบบพิเศษ เป็นต้น), ตราประทับ
(2) ระยะเวลาในการเปิดบัญชี : ประมาณ 1 สัปดาห์
(3) ตู้ ATM ที่สามารถใช้งานได้ : MUFG Bank, Seven Bank, และ JP Bank เป็นต้น
(4) ค่าธรรมเนียมการถอนเงินจากตู้ ATM : ในกรณีที่เป็นตู้ของธนาคาร MUFG Bank โดยตรง หากอยู่ในช่วง 8:45 – 21:00 น. จะไม่เสียค่าธรรมเนียม นอกเหนือจากนี้จะโดนเก็บค่าธรรมเนียมครั้งละ 110 เยน
(5) ค่าธรรมเนียมรับฝากเงินจากต่างประเทศ : 0.05% ของจำนวนเงินที่โอน (ขั้นต่ำ 2,500 เยน)
(6) ค่าธรรมเนียมการโอนเงินไปยังต่างประเทศ : โอนเงินในธนาคารเดียวกันไปยังสาขาต่างประเทศ 2,500 เยน (ในกรณีทำธุรกรรมผ่านทางอินเทอร์เน็ต) 7,000 เยน (ในกรณีที่ทำธุรกรรมผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร) หากโอนเงินต่างธนาคารจะบวกเพิ่ม 500 เยน

Shinsei Bank (新生銀行) [ธนาคารออนไลน์]

ว่ากันว่าแม้แต่ชาวต่างชาติก็สามารถเปิดบัญชีได้ง่ายๆ นอกจากนี้ เว็บไซต์ยังมีภาษาอังกฤษบริการด้วย

(1) เอกสารที่ต้องใช้ : ไซริวการ์ดหรือบัตรประจำตัวผู้พำนักถาวรแบบพิเศษ และจูมินเฮียว (ตัวจริง)
(2) ระยะเวลาในการเปิดบัญชี : ประมาณ 2 สัปดาห์
(3) ตู้ ATM ที่สามารถใช้งานได้ : Shinsei Bank, Seven Bank, Lawson ATM และ JP Bank เป็นต้น
(4) ค่าธรรมเนียมการถอนเงินจากตู้ ATM : 110 เยน ต่อ 1 ครั้ง
(5) ค่าธรรมเนียมรับฝากเงินจากต่างประเทศ : ฟรี *ภายใต้เงื่อนไข
(6) ค่าธรรมเนียมการโอนเงินไปยังต่างประเทศ : 2,000 เยน + 0.1% ของจำนวนเงินที่โอน (ขั้นต่ำ 1,500 เยน)

GMO Aozora Net Bank (GMOあおぞらネット銀行) [ธนาคารออนไลน์]

เป็นธนาคารที่รองรับการฝากเงินสกุลต่างประเทศ ซึ่งการฝากเงินในลักษณะนี้มีข้อดี คือ คุณจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าฝากเป็นเงินเยนญี่ปุ่น แต่ก็มีเงื่อนไขอยู่ว่าจะไม่สามารถโอนเงินสกุลต่างประเทศผ่านธนาคารโดยตรงได้ แต่จะต้องไปทำธุรกรรมผ่านบริษัทหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ชื่อ Queen Bee Capital แทน

(1) เอกสารที่ต้องใช้ : ไซริวการ์ดหรือบัตรประจำตัวผู้พำนักถาวรแบบพิเศษ และพาสปอร์ต
(2) ระยะเวลาในการเปิดบัญชี : ประมาณ 3 – 4 สัปดาห์
(3) ตู้ ATM ที่สามารถใช้งานได้ : Seven Bank, Aeon Bank, และ JP Bank เป็นต้น
(4) ค่าธรรมเนียมการถอนเงินจากตู้ ATM : ฟรี 24 ชั่วโมง ได้ 2 – 15 ครั้งต่อเดือน (โดยขึ้นอยู่กับระดับของสมาชิก) หากเกินกว่านั้นจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการกดครั้งละ 110 เยน
(5) ค่าธรรมเนียมรับฝากเงินจากต่างประเทศ : ไม่สามารถรับเงินฝากจากต่างประเทศได้โดยตรง
(6) ค่าธรรมเนียมการโอนเงินไปยังต่างประเทศ : ไม่สามารถโอนเงินไปต่างประเทศได้โดยตรง *สามารถทำผ่านบริการ PayForex ของบริษัท Queen Bee Capital แทนได้

เลือกธนาคารได้แล้ว ก็ไปสมัครกันเลย! เอกสารที่จำเป็นมีอะไรบ้างนะ?

Photo:PIXTA

ตามที่ได้ระบุไว้ข้างต้น เอกสารที่จำเป็นจะแตกต่างกันไปตามธนาคาร โดยหลักๆ ที่ต้องเตรียมจะมีดังนี้

・พาสปอร์ต (Pasupo-to / パスポート)
・ไซริวการ์ด (Zairyu ka-do / 在留カード)
・บัตรประจำตัวนักเรียนนักศึกษา (Gakusei Shou / 学生証)
・บัตรประจำตัวพนักงาน (Shain Shou / 社員証)
・บัตรประกันสุขภาพ (Kenkou Hoken Shou / 健康保険証)
・บัตรประจำตัวผู้พำนักถาวรแบบพิเศษ (Tokubetsu Eijyuusha Shoumeisho / 特別永住者証明書)
・ใบขับขี่ (Untenmenkyo Shou / 運転免許証)
・จูมินเฮียว (Juumin Hyou / 住民票)
・ใบแสดงรายละเอียดค่าสาธารณูปโภค (Koukyou Ryoukin Meisaisho / 公共料金明細書)
・ตราประทับ (Inkan / 印鑑)

ขั้นตอนการเปิดบัญชีธนาคาร

ขั้นตอนตั้งแต่เดินเข้าจนเดินออกจากธนาคาร มีอยู่คร่าวๆ ดังนี้

(1) ไปธนาคารที่ต้องการเปิดบัญชี

Photo:PIXTA

พยายามเลือกธนาคารที่มีสาขาใกล้บ้าน โรงเรียน หรือที่ทำงานมากที่สุด เพราะหากคุณเลือกธนาคารที่ไกลเกินไปก็อาจทำให้ถูกปฏิเสธได้

(2) ไปยังช่องบริการสำหรับการเปิดบัญชี

Photo:PIXTA

เมื่อคุณเดินเข้าไปในธนาคาร คุณจะเห็นเคาน์เตอร์ที่มีช่องบริการตั้งอยู่มากมาย ในแต่ละช่องก็จะมีบริการที่แตกต่างกันไป ตรงนี้ขอให้คุณเดินไปที่ช่องบริการสำหรับเปิดบัญชี (หากไม่รู้ว่าช่องไหน ให้สอบถามเจ้าหน้าที่) หากมีผู้เข้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก ก็อาจต้องมีการรับบัตรแล้วรอเรียกคิว

▼ประโยคควรรู้สำหรับการเปิดบัญชีธนาคาร

ฉันต้องการเปิดบัญชีธนาคาร – Ginko-ko-za wo tsukuritaidesu (銀行口座を作りたいです) 
ฉันต้องไปที่ช่องบริการไหน? – Dokono madoguchi ni ikeba iidesuka? (どこの窓口にいけばいいですか?)

(3) กรอกแบบฟอร์มใบสมัครและการยื่นเอกสารที่จำเป็น

Photo:PIXTA

การสมัครเปิดบัญชีจะเริ่มทันทีที่คุณไปถึงช่องบริการ จากนั้นก็ต้องกรอกแบบฟอร์มใบสมัครและยื่นเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ เราขอแนะนำให้คุณคิดหมายเลขรหัสผ่านของบัญชีเอาไว้ล่วงหน้า

(4) รับสมุดบัญชีเงินฝาก

Photo:PIXTA

หากคุณกรอกเอกสารการสมัครเสร็จเรียบร้อยและเอกสารที่ต้องใช้ยื่นไม่มีปัญหาใดๆ บัญชีจะถูกเปิดทันทีจากนั้น คุณก็จะได้รับสมุดบัญชีเงินฝากของคุณในวันเดียวกันเลย ส่วนบัตรกดเงินสดจะถูกส่งทางไปรษณีย์ในภายหลัง (บางธนาคารจะสามารถรับได้ในวันเดียวกันเลย) เมื่อได้รับสมุดบัญชีเรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่าการเปิดบัญชีสำเร็จเสร็จสิ้น และคุณก็สามารถออกจากธนาคารไปได้เลย

ต้องยกเลิกบัญชีตอนกลับประเทศหรือไม่?

Photo:PIXTA

แน่นอนว่าคุณต้องปิดบัญชีก่อนกลับประเทศ! หากคุณไม่ทำก็อาจเกิดเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

・เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง คุณจะไม่สามารถถอนเงินออกจากบัญชีได้
・จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการรักษาบัญชี

ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ อีกมากมายที่อาจเกิดขึ้นได้ โปรดจำไว้ว่าการยกเลิกบัญชีนั้น ไม่สามารถดำเนินการจากต่างประเทศได้ ดังนั้น อย่าลืมปิดบัญชีให้เรียบร้อยในขณะที่คุณยังอยู่ในญี่ปุ่นด้วย เวลาปิดบัญชี คุณจะต้องใช้สิ่งสำคัญ 4 อย่าง คือ สมุดบัญชีเงินฝาก, บัตรกดเงินสด, เอกสารยืนยันตัวตน (เช่น ไซริวการ์ดหรือพาสปอร์ต) และตราประทับ หากคุณมีครบและทำการยกเลิกบัญชีที่เคาน์เตอร์บริการหรือผ่านช่องทางออนไลน์ก็จะทำเสร็จได้ภายในวันเดียว แต่หากคุณยกเลิกทางไปรษณีย์ ก็อาจต้องใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 สัปดาห์ ตรงนี้มีข้อควรระวังอีกอย่าง คือ หากคุณชำระค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำและค่าน้ำมัน โดยการตัดบัญชีอัตโนมัติก็ควรรอให้ตัดเงินไปเรียบร้อยเสียก่อน ไม่อย่างนั้นคุณก็จะไม่สามารถจ่ายค่าสาธารณูปโภคได้อีก ขอแนะนำให้ตรวจสอบว่ามีการตัดค่าสาธารณูปโภคไปเรียบร้อยแล้วหรือยังก่อนยกเลิกบัญชีค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลพื้นฐานที่คุณควรรู้เกี่ยวกับธนาคารญี่ปุ่น พร้อมวิธีการเปิดและยกเลิกบัญชีที่เราตั้งใจรวบรวมมาเพื่อคุณ ขั้นตอนเหล่านี้อาจจะดูยุ่งยาก แต่หากคุณโฟกัสที่สิ่งสำคัญสำหรับการเปิดบัญชีธนาคารในญี่ปุ่นที่เขียนอยู่ในบทความ ลองคิดภาพจำลองเหตุการณ์และซักซ้อมคำพูดเอาไว้อีกสักหน่อย คุณก็จะสามารถเปิดบัญชีได้อย่างราบรื่นแน่นอนค่ะ

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊กได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

45 Shares: