มารู้จักช่วงมหกรรมลดกระหน่ำทั่วญี่ปุ่น แล้ววางแผนช้อปฯ ให้คุ้มที่สุดกันเถอะ!

คงไม่มีอะไรที่ชวนปวดใจไปมากกว่าการเห็นสินค้าลดราคาเป็นของที่คุณเพิ่งซื้อราคาเต็มไปหมาดๆ อีกแล้ว! หากคุณต้องการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่อย่างสินค้าหรือเครื่องใช้ในบ้านของบรรดาดีไซน์เนอร์ญี่ปุ่น คุณต้องกะช่วงเวลาในการซื้อให้ดี แต่โชคดีที่การลดราคาครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นแต่ละปีนั้นมักจัดในช่วงเวลาคล้ายๆ กันทุกปี ทำให้สามารถเดาได้ว่าสินค้าอะไรจะลดราคาตอนไหน หากอยากรู้รายละเอียดก็ตามไปอ่านกันเลย!

“Hatsu – Uri” มหกรรมลดกระหน่ำในญี่ปุ่น

สำหรับคำถามที่ว่า “ช่วงลดราคาครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นที่ฉันควรรอซื้อของ คือ ช่วงไหน?” คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ ช่วงตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงต้นกุมภาพันธ์ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งของปีที่คุณสามารถหาของลดราคาในห้างสรรพสินค้าได้เกือบทุกที่ หากจะให้เปรียบก็คงคล้ายกับช่วง Black Friday ในอเมริกานั่นเอง

ช่วงลดราคามักจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง บางครั้งจะมีการเปิดขายก่อน (Pre – Sale) ไม่กี่วันในเดือนธันวาคม ซึ่งสงวนสิทธิ์นี้ไว้ให้สำหรับลูกค้าประจำโดยเฉพาะ จากนั้นจึงจะเริ่มต้นช่วงลดราคาทั่วไปตามปกติในช่วงต้นเดือนมกราคม โดยทั่วไปจะเริ่มในวันที่ 2 ของเดือนและยาวต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์เป็นอย่างต่ำ ร้านค้าบางแห่งจะลดราคาในภายหลังซึ่งจะเพิ่มส่วนลดให้มากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ สินค้าหลายตัวอาจจะขายหมดไปแล้ว โดยทั่วไป 90% ของสินค้าในอุตสาหกรรมแฟชั่นจะลดราคาในสัปดาห์แรก และมักจะเริ่มต้นที่ 30% แล้วขยับเป็น 50% ในภายหลัง

Winter sale at Shibuya 109
Dick Thomas Johnson / Flickr (with modification)

ช่วงเวลาลดราคานี้จะเรียกด้วยชื่อเฉพาะ “Hatsu – Uri” (初売り) แปลตรงตัวว่า การลดราคาครั้งแรกของปี นอกจากจะนำสินค้าที่มีอยู่แล้วมาลดราคา ทางห้างสรรพสินค้ายังมีผลิตภัณฑ์ที่มีสินค้ารุ่นลิมิเต็ด (Limited Edition) และอีเวนต์งานขายแบบตัวต่อตัวเพื่อกระตุ้นความสนใจของลูกค้า นอกจากนี้ ยังมี “การลดราคาเฉพาะช่วง” (Time Sales) ซึ่งเป็นการลดราคาครั้งใหญ่ตามช่วงเวลาที่กำหนดในแต่ละวัน ร้านค้าปลีกใหญ่ๆ และร้านค้าออนไลน์ก็ร่วมแคมเปญนี้ด้วยเช่นกัน

หากเป็นกรณีของธุรกิจแบบ E – Commerce ก็จะเริ่มฤดูลดราคาสินค้าเร็วกว่า โดยใช้แคมเปญที่เรียกว่า Cyber Monday ซึ่งจะเริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นส่วนลดทั่วๆ ไปไม่ได้มากมาย ส่วนการลดราคาสินค้าในห้างเอาท์เล็ตก็จะตามมาทีหลัง โดยจะเริ่มในช่วงครึ่งหลังของเดือนมกราคม

พนันได้เลยว่าไม่ว่าคุณจะเดินเข้าร้านไหนก็ตามในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนมกราคม คุณจะต้องได้เจอกับของลดราคาแน่ๆ ! ยิ่งคุณไปเร็วมากเท่าไร ก็มีความเป็นไปได้ว่ายังมีสินค้าให้เลือกมากมายอยู่เต็มสต๊อก แต่แน่นอนว่าคุณจะต้องไปสู้กับฝูงชนขาช้อปกลุ่มใหญ่ด้วย (แต่หากคุณมีร้านโปรดในดวงใจ ก็สามารถไปยืนรอต่อคิวเข้าร้านตั้งแต่ก่อนร้านเปิดได้เลย)

ร้านค้าต่างๆ จะมีการจัดโปรโมชั่นพิเศษมากมาย พร้อมทั้งวางขายสินค้าที่มีจำนวนจำกัด แต่จะไม่ได้มีการโปรโมทมากมายนัก ดังนั้นคุณจึงต้องคอยสอดส่องสายตาและกวาดมองให้ทั่วเพื่อไม่ให้พลาดสินค้าในราคาสุดคุ้มค่ากลับบ้านไป

ในบทความนี้เราเน้นไปที่เนื้อหาว่า “เมื่อไร” จะสามารถซื้อสินค้าลดราคาได้ แต่หากคุณไม่แน่ใจว่าควรซื้อ “อะไร”ในช่วงมหกรรมลดราคาครั้งใหญ่แบบนี้ เราก็มีบทความจากเว็บไซต์ tsunagu Japan เกี่ยวกับ สิ่งที่น่าซื้อที่ญี่ปุ่น มากมายไว้เป็นไอเดียในการช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่นในช่วงลดราคา ให้คุณได้สนุกและได้สินค้าในราคาที่คุ้มค่าที่สุดกลับบ้านด้วย

สิ่งพิเศษที่ไม่ควรพลาดในช่วง Hatsu – Uri คือ ถุงโชคดี (Fukubukuro)!

Shoppers gather around a few fukubukuro
Fast&Slow / PIXTA

ระหว่างที่คุณกำลังช้อปปิ้งอย่างเพลิดเพลินกับการลดราคาในช่วงต้นปี ก็อย่าลืมมองหา “ฟุคุบุคุโระ” (福袋) หรือ “ถุงโชคดี” ซึ่งเป็นถุงที่รวมสินค้าหลากหลายชนิดของทางร้านไว้ โดยทั่วไปแล้วคุณจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าในถุงมีอะไรอยู่บ้างจนกว่าคุณจะซื้อมัน ด้วยเหตุนี้มันจึงมาในราคาที่ถูกมาก! แน่นอนว่าใครๆ ก็ชอบการลดราคา แถมฟุคุบุคุโระแสนลึกลับแบบนี้ยังเป็นความตื่นเต้นสำหรับคนบางคนในที่ได้รอลุ้นกลับไปเปิดที่บ้านอีกด้วย

โดยทั่วไป ฟุคุบุคุโระจะมีราคาอยู่ที่ 3,000 – 7,000 เยน ซึ่งถือเป็นราคาที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับสินค้าที่อยู่ในถุง เพราะส่วนมากสินค้าในถุงมักจะมีมูลค่าสูงกว่าราคาที่วางขายปกติมาก และก็เป็นเรื่องปกติที่ร้านค้าจะเปิดให้จองถุงโชคดีล่วงหน้าด้วย ซึ่งตามปกติจะอยู่ในช่วงต้นเดือนธันวาคม หรือเร็วที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมเพื่อช่วยให้คุณไม่ต้องไปต่อแถวในวันที่แสนจะวุ่นวาย โดยเฉพาะฟุคุบุคุโระของร้านที่เป็นที่นิยมมากๆ อย่าง สตาร์บัคส์ ซึ่งอาจมีการจัดสรรการขายฟุคุบุคุโระด้วยการจับสลากด้วย!

ฟุคุบุคุโระถือเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่แผ่ขยายไปในวงกว้าง มีร้านค้าเกือบทุกประเภทเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นร้านขายสินค้าแฟชั่น, ร้านน้ำชา, ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าไปจนถึงร้านค้าออนไลน์ (โดยจะส่งถุงโชคดีนี้ให้คุณถึงที่โดยที่คุณไม่ต้องไปรับเองด้วย)

การสั่งซื้อฟุคุบุคุโระล่วงหน้ากับร้านที่มีบริการเหล่านี้ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่ดีเพื่อไม่ให้วันหยุดปีใหม่แสนมีค่าของคุณต้องวุ่นวายไปกับการเบียดเสียดกับผู้คน ดังนั้น อย่าลืมติดตามข่าวสารในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนและประกาศจากร้านที่คุณชื่นชอบกันด้วยนะ

ช่วงที่ดีที่สุดสำหรับสินค้าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน : ต้นเดือนกรกฎาคม

Laforet Summer Grand Bazar, above a crowded street
Takamex / Shutterstock.com

การลดราคาสิ้นปีเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ร้านค้าสามารถจัดการสินค้าฤดูหนาวที่เหลือในสต๊อกได้ก่อนที่จะปล่อยคอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิออกมา ส่วนการลดราคาช่วงกลางฤดูร้อนนั้นก็เพื่อให้ทางร้านสามารถเคลียร์สินค้าฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนให้หมดนั่นเอง ดังนั้น ช่วงระหว่างต้นเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นสิงหาคมจึงถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาของการลดราคาประจำปีในญี่ปุ่นเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การลดราคาช่วงกลางปีนั้นยังไม่ถือเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมได้มากเท่าการลดราคาฤดูหนาวในช่วงสิ้นปี ถึงแม้ว่า 90% ของสินค้าอุตสาหกรรมแฟชั่นนั้นจะลดราคาในช่วงนี้ก็ตาม ช่วงลดราคาของแต่ละแบรนด์ก็จะแตกต่างกันไป โดยทางแบรนด์และห้างสรรพสินค้าต่างๆ จะเป็นผู้กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดเอง แม้ว่าหลายๆ ที่จะกำหนดระยะเวลาเอาไว้ที่ช่วงปลายเดือน (รวมถึง Roppongi Hills และ Tokyo Solamachi) แต่ช่วงที่มีการลดราคาเยอะมากที่สุดจะเป็นช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม

สำหรับสินค้าฤดูร้อน คุณอาจซื้อได้ในราคาที่ลดลงราว 30 – 40% ส่วนเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิก็อาจจะลดลงถึง 50% เลยทีเดียว คุณอาจต้องคอยติดตามข่าวสารจากร้านโปรดของคุณสักหน่อย แต่มั่นใจได้เลยว่าหากคุณมีการติดตามข่าวสารในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม คุณจะไม่มีทางพลาดอย่างแน่นอน

ส่วนห้างเอาท์เล็ตก็มักจะมีช่วงเวลาการจัดลดราคาเป็นของตัวเอง โดยการลดราคาในฤดูร้อนนั้นจะยาวนานถึงหนึ่งเดือนเต็มๆ หลังการลดราคาของห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะอยู่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

เครื่องใช้ไฟฟ้า ช่วงลดราคาจะต่างออกไป

อย่างที่กล่าวไว้ในชื่อหัวข้อ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์เสริมต่างๆ ก็มีมหกรรมลดราคาในช่วงต้นปีตามกระแสด้วยเช่นกัน เพียงแต่ช่วงเวลาที่จัดนั้นจะแตกต่างออกไป โดยช่วงเวลาลดกระหน่ำของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นเรียกว่า Kessan Sales *

บริษัทต่างๆ จะลดราคาสินค้าลงเพื่อเพิ่มยอดขายก่อนปิดงบการเงิน โดยช่วงเวลาในการลดราคาดังกล่าวนั้นก็คือ เดือนสิงหาคม – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงก่อนปิดงบประมาณกลางปี แต่มหกรรมลดราคาที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนปิดปีงบประมาณ (ปีงบประมาณของญี่ปุ่นจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม) 

* 決算 (Kessan) แปลว่า การปิดงบบัญชี

sales time at an electronics store
Dan Nevill / Flickr (with modification)

บริษัทส่วนใหญ่จะจัดมหกรรม Kessan Sales ในช่วงเดือนมีนาคมและกันยายน รวมถึงร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุด 4 อันดับแรก ของประเทศญี่ปุ่น คือ Yamada, Yodobashi, Edion และ K’s ในขณะที่ร้าน Bic Camera จะลดราคาในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม ยังไงก็อย่าลืมติดตามข่าวสารและช่วงเวลาในการลดราคาที่แน่นอนเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อที่จะได้ไม่พลาดสินค้าที่คุณเล็งเอาไว้ด้วยนะ

เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์อีกประการ คือ เมื่อมีการเปิดตัวเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ พวกรุ่นเก่าๆ ก็จะมีส่วนลดมากมายเพื่อเคลียร์สินค้าในสต็อก (ซึ่งคล้ายกับการลดราคาสินค้าในร้านแฟชั่น) อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาในการลดราคาสินค้าแต่ละชนิดจะแตกต่างไป เช่น ทีวีจะลดราคาในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม, ตู้เย็นลดในเดือนกันยายน ส่วนเครื่องปรับอากาศส่วนใหญ่จะลดราคาในช่วงเดือนมีนาคม เว้นแต่เครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ที่จะไปลดในเดือนตุลาคมแทน เป็นต้น

หากมีผลิตภัณฑ์เฉพาะอย่างที่คุณสนใจ ก็สามารถไปลองหาข้อมูลใน Amazon เพื่อดูวันที่วางจำหน่ายและทำความเข้าใจกำหนดการวางจำหน่ายประจำปี เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นจะมีการลดราคาลง 1 เดือนก่อนที่รุ่นใหม่จะออก แต่หากคุณต้องการดูหลายๆ รุ่นประกอบกันเพื่อเปรียบเทียบสเปคและราคา ก็อย่าลืมว่า Kessan Sale อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม

อีกเรื่องที่คุณควรทราบ คือ ช่วง Kessan Sales จะคาบเกี่ยวกับ “Shinseikatsu Sales” ซึ่งคำว่า Shinseikatsu (新生活) มีความหมายว่า “ชีวิตใหม่” สืบเนื่องมาจากแนวคิดที่ว่าเดือนเมษายนเป็นเดือนแห่งการเริ่มต้น เพราะเป็นเดือนที่มีทั้งการเปิดเทอมใหญ่ของโรงเรียนต่างๆ และการเริ่มทำงานในปีงบประมาณใหม่ ดังนั้น ทางร้านค้าจึงมีข้อเสนอพร้อมราคาสุดพิเศษสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เช่น ชุดสูทและเครื่องเขียน หากคุณสนใจก็อย่าลืมจับตาดูสินค้าเหล่านี้เอาไว้ด้วยนะ

การทราบช่วงลดราคาเป็นวิธีที่จะทำให้คุณได้สินค้าที่ต้องการมาในราคาถูก แต่นี่ไม่ใช่วิธีเดียวที่จะได้ซื้อสินค้าลดราคา ! หากคุณสนใจ ทาง tsunagu Japan ขอเสนอ 7เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อของให้คุ้มค่าในญี่ปุ่น ที่มีเพียงคนญี่ปุ่นเท่านั้นที่รู้ ! ซึ่งเป็นบทความที่จะทำให้คุณช้อปปิ้งสินค้าราคาดีๆ ได้อย่างแน่นอน

Crowded crosswalk in front of Takashimaya
Ned Snowman / Shutterstock.com

ที่ญี่ปุ่นมี Black Friday หรือเปล่า?

ข่าวดีที่เราอยากบอก คือ ญี่ปุ่นเองก็มี Black Friday เช่นกัน! ถึงแม้ Black Friday ที่ว่านี้จะไม่ใช่งานใหญ่ประจำปีเหมือนในสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีให้เห็นกันมากขึ้นในญี่ปุ่น ผู้ที่เริ่มนำ Black Friday มาใช้ คือ ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่มีสาขาอยู่ทั่วญี่ปุ่นอย่าง AEON ตามมาด้วยร้านค้าขายปลีกอย่าง Bic Camera และ Nojima ที่เข้าร่วมในกระแส Black Friday ด้วย ในขณะเดียวกัน ร้านค้าออนไลน์อย่าง Amazon และ Rakuten เองก็เริ่มมีการใช้ Black Friday ในแบบของตัวเองเช่นกัน

หากคุณอดใจรอไม่ไหวจริงๆ ร้านค้าต่างๆ ก็มีการลดราคาแบบประปรายอยู่ตลอดทั้งปีเช่นเดียวกับในประเทศอื่นๆ อย่างช่วงเทศกาลต่างๆ อย่างฮาโลวีนและวันวาเลนไทน์ก็จะมีการจัดโปรโมชั่นลดราคา หรือช่วงแข่งชิงแชมป์เบสบอลในเดือนตุลาคม สปอนเซอร์ของทีมที่ชนะจะมีการลดราคาสินค้าของตัวเองเพื่อเป็นการฉลองชัยชนะของทีมนั้นๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ช่วง Golden Week (ปลายเดือนเมษายน – ต้นพฤษภาคม) ก็จะมีการลดราคาอยู่เป็นครั้งคราว รวมไปถึงแบรนด์สินค้าอย่าง MUJI, UNIQLO และห้างเอาท์เล็ตต่างๆ ด้วย

เตรียมตัวนิดเดียวก็ได้ส่วนลดมากมาย!

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณได้รู้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการหาซื้อสินค้าลดราคาในญี่ปุ่น เพียงจำไว้ว่าช่วงต้นมกราคมเป็นช่วงลดราคาที่ใหญ่ที่สุด ควรติดตามข่าวสารและเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า, ช่วงกรกฎาคมจะมีการลดราคาตามห้างสรรพสินค้ามากมาย ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมเป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถช้อปสินค้าราคาถูก คุ้มค่าคุ้มราคากันได้แล้ว!

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊กได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

1 Shares:
บทความที่เกี่ยวข้อง